Search
Enter Keywords:
อังคาร, 11 ธันวาคม 2018
Home arrow Articles arrow Energy Conservation arrow เผยเยอรมนีเป็น "เจ้าแห่งพลังงานแสงอาทิตย์" เพราะ "คนสนใจ-รัฐสนับสนุน"
เผยเยอรมนีเป็น "เจ้าแห่งพลังงานแสงอาทิตย์" เพราะ "คนสนใจ-รัฐสนับสนุน"
Image
นายกสมาคมอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์เยอรมนีเผยคนเมืองเบียร์ใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุดในโลก ประสบความสำเร็จทั้งการนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อน อีกทั้งเตรียมการผลิตความเย็นจากพลังงานแสงอาทิตย์ลงตลาด ระบุปัจจัยแห่งความสำเร็จมาจากความสนใจจากภาคประชาชน และรัฐให้การสนับสนุน
  นายแกร์ฮาร์ด สตรียี-ฮิปป์ (Gerhard Stryi-Hipp) นายกสมาคมอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์เยอรมนี (German Solar Industry Association) ซึ่งเดินทางมาร่วมประชุม ด้านพลังงานทดแทนสำหรับประเทศไทย ประจำปี 2549 (Renewable Energy Thailand 2006 Conference) จัดโดย บัณฑิตร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) ร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเมื่อช่วงต้ น เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา โดยได้พูดถึง "ความก้าวหน้าของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Photovolatic:PV) และการใช้พลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ (Solar Thermal)" ของเยอรมนีให้ฟังเป็นตัวอย่าง
      
       นายสตรียี-ฮิปป์กล่าวว่า ในประเทศเยอรมนี การใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์เป็นที่แพร่หลายมาก โดยในส่วนของการผลิตกระแสจากพลังงานแสงอาทิตย์นั้น มีการใช้งานแล้วกว่า 2 แสนชุดทั่วประเทศ โดย 98 % ของจำนวนนี้จะเชื่อมต่อการผลิตไฟฟ้าเข้ากับระบบการผลิตไฟฟ้าของส่วนกลางเพื่ อขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าของประเทศในราคาคงที่ จากนั้นจึงจะซื้อไฟฟ้าจากส่วนกลางมาใช้งาน ซึ่งเป็นลักษณะเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ในประเทศไทยยังมีการใช้งานอยู่น้อยกว่ามาก
      
       อย่างไรก็ดี สำหรับอีก 2 % ที่ไม่ได้ขายไฟฟ้าให้ส่วนกลาง ไฟฟ้าที่ผลิตได้ก็จะนำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะต่างๆ กัน เช่น ใช้ในที่จอดรถ สัญญาณไฟจราจร ไฟฟ้าในสวนสาธารณะ เครื่องคิดเลข หรือแม้แต่เครื่องขายบุหรี่ ทั้งนี้ นอกจากประเทศเยอรมนีที่มีการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์นี้อย่างแพร่หลาย แล้ว ยังมีการใช้งานในเกาะต่างๆ เช่น ในประเทศกรีก จนถึงการใช้งานตามหมู่บ้านต่างๆ ในเทือกเขาหิมาลัยด้วย

      
Image
ภาพระบบการผลิตความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ (ภาพจาก www.greenpeace.org.uk)


       นายสตรียี-ฮิปป์ กล่าวว่า ความนิยมในตัวระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศเยอรมนี เริ่มตั้งแต่ปี 2534 ซึ่งมีปัญหาเรื่องวิกฤติน้ำมันแพง และมาเป็นที่นิยมมากในราวปี 2543 จนถึงปัจจุบัน โดยในปี 2547 ประเทศเยอรมนีถือเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุดในโลก คือราว 45% ของโลก รองลงมาคือญี่ปุ่น 22% สหรัฐอเมริกา 13% และจีน 3% โ ดยหัวใจสำคัญที่ทำให้เยอรมนีได้รับความสำเร็จมาจากการสนับสนุนการลงทุนและกา รผลักดันในเชิงอุตสาหกรรมจากภาครัฐ ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัจจัยสำคัญที่ต้องกล่าวถึงอีกข้อหนึ่งคือ การสนับสนุนจากประชาชนชาวเยอรมันที่ให้ความสำคัญต่อปัญหาราคาน้ำแพงและการคำ นึงถึงสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก
            
       ส่วนการผลิตพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์น ั้น นายสตรียี-ฮิปป์ กล่าวว่า เป็นอีกวิทยาการหนึ่งที่ประเทศเยอรมนีได้ใช้มานานกว่า 30 ปีแล้ว อีกทั้งเป็นวิทยาการที่มีความคงตัวด้านการทำงาน และมีการใช้งานทั่วไปในยุโรป โดยมีประเทศเยอรมนีเป็นผู้ใช้รายใหญ่ที่สุดในโลก คือ ใช้ในการทำความร้อน และใช้ในการทำความเย็น (Solar Assisted Cooling: SAC) ซึ่งกำลังวิจัยพัฒนาอยู่และมีการใช้งานบ้างแล้ว แต่ยังไม่มีการผลิตในเชิงการค้า
      
       สำหรับการผลิตพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์นั้น นายแกร์ฮาร์ด ระบุว่า กล่าวได้ว่ามีใช้งานอยู่แทบทุกบ้านของประเทศเยอรมนี โดยอาจใช้ผลิตความร้อนร่วมกันกับแก๊สด้วยก็ได้ ระบบที่ได้รับความนิยมได้แก่แผงผลิตความร้อนแบบแบน 90% และแผงผลิตความร้อนแบบท่ออีก 10% ซึ่งสาเหตุที่ทำให้วิทยาการดังกล่าวเป็นที่แพร่หลายคือ ความสนใจจากประชาชน การรณรงค์ประชาสัมพันธ์และโครงการอุดหนุนจากภาครัฐ ความร่วมมือจากภาคเอกชน และการติดตั้งระบบด้วยผู้ที่มีความรู้และทักษะ ส่วนปัจจัยความสำเร็จอีกประการหนึ่งมาจากการวิจัยพัฒนาตัวรับแสงที่มีคุณภาพ ดี การพัฒนาตัวดูดความร้อนชนิดใหม่ การใช้เลเซอร์ในการเชื่อมต่อ การออกแบบแผงวงจรที่ดี และการผลิตโดยระบบอัตโนมัติ
      
       อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้บัณฑิตร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมเคยจัดงานสัมมนาเรื่องการผล ิตความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานทดแทนจากกระทรวงพลังงานให้ข้อมูลว่า การผลิตความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ไม่เป็นที่ยอมรับของคนไทยนัก เพราะมีข้อจำกัดมาก ราคาแพง และยังขาดผู้ติดตั้งที่มีความรู้ความชำนาญ ทำให้แม้ว่าวิทยาการดังกล่าวจะเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วโลกกว่า 30 ปีแล้วก็ตาม แต่สำหรับประเทศอาจกล่าวได้ว่ายังอยู่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้น

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์    
วันที่ : 17 กรกฎาคม 2549

?>