Search
Enter Keywords:
อังคาร, 11 ธันวาคม 2018
Home arrow Articles arrow Environment arrow ระบบบำบัดน้ำเสียฝีมือคนไทย ใช้จุลินทรีย์สร้างก๊าซชีวภาพ
ระบบบำบัดน้ำเสียฝีมือคนไทย ใช้จุลินทรีย์สร้างก๊าซชีวภาพ
Image
ไบโอเทคจับมือ มจธ.สร้างระบบบำบัดน้ำเสียด้วยมันสมองคนไทย เปลี่ยนน้ำเน่าก่อนการบำบัดให้เป็นน้ำดี แถมได้ก๊าซชีวภาพใช้ทดแทนน้ำมัน ดันโรงงานแป้งมันไทยใช้วิทยาการ ด้านเจ้าของโรงงานชลเจริญเผย ทดลองใช้แล้ว ประหยัดค่าพลังงานได้กว่าแสนบาท/วัน คาดเก็บเหนาะๆ 20 ล้านต่อปี ชี้ไม่เกิน 3 ปีได้คืนทุน

เคยคิดบ้างไหมว่า สิ่งที่เราคิดว่าเป็นของเหลือใช้ “ขยะ” หรือเศษข้าวของต่างๆ นั้น จะสามารถนำมาปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงให้เป็นข้าวของชิ้นใหม่ที่มีประโยชน์ได้!!? เชื่อทีเดียวว่า หลายคนคงตอบว่า “เคยคิด” แต่ก็มีน้อยรายนักที่จะสามารถทำมันออกมาให้เป็นรูปเป็นร่างได้ เช่นเดียวกับ การเปลี่ยนน้ำเสียในโรงงานอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง ให้กลายเป็น “ก๊าซชีวภาพ” ทดแทนการใช้น้ำมัน ที่สามารถทำได้จริงแล้วในวันนี้ โดยเป็นเทคโนโลยีฝีมือคนไทย ออกแบบและดำเนินการด้วยผู้เชี่ยวชาญไทย และใช้วัสดุภายในประเทศ !!!
      
       ทั้งนี้ สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ดร.ประวิช รัตนเพียร รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ได้เดินทางไปยัง จ.ชลบุรี เพื่อเยี่ยมชมระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพของโรงงานชลเจริญ ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงงานอุตสาหกรรมแป้งมันต้นแบบ ที่ได้รับการถ่ายทอดวิทยาการบำบัดน้ำเสียและผลิตก๊าซชีวภาพ จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สังกัดสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (สวทช.) โดยการพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียชนิดไร้อากาศแบบตรึงฟิล์มจุลินทรีย์ของนักวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนแหล่งเงินทุนเพื่อสร้างระบบจาก สวทช. และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน
      
       ภายหลังการเยี่ยมชมโรงงาน ดร.ประวิช กล่าวถึงระบบดังกล่าวว่า มีข้อดีอยู่ด้วยกันหลายข้อ คือ เป็นระบบบำบัดน้ำเสียแบบระบบปิดที่ไม่ต้องใช้พลังงานมาก ไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นรบกวนชุมชนข้างเคียง ลดปริมาณการใช้สารเคมีในระบบ และใช้พื้นที่ในการบำบัดน้ำเสียน้อยกว่าการบำบัดน้ำเสียในระบบเปิดแบบเก่ากว ่าครึ่ง ที่สำคัญ ระบบดังกล่าวยังให้ผลพลอยได้ที่มีค่ายิ่ง คือ “ก๊าซชีวภาพ” ที่มีก๊าซมีเทนเป็นส่วนประกอบหลัก เพื่อนำมาใช้ในการปั่นไฟฟ้าหรือใช้ทดแทนน้ำมันเตาภายในโรงงานได้อีกด้วย
      
       อย่างไรก็ตาม นอกจากโรงงานชลเจริญแล้ว ยังมีโรงงานแป้งมันสำปะหลังอีก 12 โรงงานที่ได้รับการเผยแพร่เทคโนโลยีดังกล่าว และได้นำมาใช้งานจริงแล้ว อาทิ โรงงานผลิตแป้งข้าว จ.นครปฐม โรงงานชัยภูมิพืชผล โรงงานแป้งมันตะวันออก และโรงงานสีมาอินเตอร์โปรดักส์ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะเดินหน้าเผยแพร่เทคโนโลยีดังกล่าวไปยังโรงงานแป้งมันสำปะหลังอื่นๆ อีก 48 แห่งทั่วประเทศด้วย รวมทั้งอาจมีการขยายต่อไปอีกยังโรงงานที่มีน้ำเสียในปริมาณมากอย่างโรงงานผล ิตเบียร์ โรงงานผลิตสุรา และโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มต่อไป โดย ดร.ประวิช ได้กำชับถึงจุดสำคัญที่ต้องเร่งรัดว่า คือการจัดหาแหล่งเงินทุนเต็มจำนวนให้แก่ผู้ประกอบการที่สนใจเทคโนโลยีบำบัดน ้ำเสียนี้ ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
      
       นอกจากนี้ ดร.ประวิช ยังกล่าวอีกว่า ศูนย์ไบโอเทคยังได้ร่วมมือกับโรงงานชลเจริญในการพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียและผล ิตก๊าซชีวภาพในแบบลูกผสม โดยรวมข้อดีของระบบบำบัดน้ำเสียต่างๆ ในปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบให้สูงขึ้น ปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ลดการใช้ทรัพยากรเช่น น้ำและพลังงาน รวมทั้งลดการสูญเสียแป้งในกระบวนการผลิตลง ขณะที่จะให้พลังงานก๊าซชีวภาพและสามารถวนน้ำกลับมาใช้งานใหม่ในโรงงานได้
      
       นายเม่งจั๊ว แซ่อึ๊ง ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งโรงงานชลเจริญ กล่าวว่า ทางโรงงานได้รับการเผยแพร่เทคโนโลยีนี้มาจากศูนย์ไบโอเทคตั้งแต่ เมษายน 2547 และได้สร้างบ่อบำบัดน้ำเสียชนิดไร้อากาศแบบตรึงฟิล์มจุลินทรีย์ขนาด 6,000 ลบ.ม. จนแล้วเสร็จจำนวน 2 บ่อ ด้วยเงินลงทุน 42 ล้านบาท โดยขณะนี้ ระบบบำบัดน้ำเสียและผลิตก๊าซชีวภาพดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการมาแล้วประมาณ 70-80 วัน สามารถผลิตก๊าซชีวภาพทดแทนการใช้น้ำมันเตาได้ 70-80% จึงลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ปกติต้องใช้น้ำมันเตาถึงวันละ 7,000-8,000 ลิตร ลงได้ประมาณ 100,000 บาท/วัน และคาดว่าระบบฯ จะสามารถผลิตก๊าซชีวภาพทดแทนการใช้น้ำมันเตาได้ทั้งหมด 100% ในราวเดือนเมษายนนี้ จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณปีละ 20 ล้านบาท ดังนั้น ภายในระยะเวลาเพียง 2-3 ปีก็จะคืนทุนได้ทั้งหมด


ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์    
วันที่ : 6 มีนาคม 2549


?>